The Artist กับ Hugo

วันก่อนไปดู The Artist มา

จริงๆกะจะไปดูมาสักพักแล้ว แต่ไม่มีเวลาว่างไปดูซะที จนกระทั่ง The Artist ได้ Oscar สาขาภาพยนต์ยอดเยี่ยมไปแล้ว จึงมีโอกาสได้ดู (จริงๆแล้วที่เฉื่อยๆเพราะค่อนข้างมั่นใจว่าหนังน่าจะอยู่ในโรงอีกนาน เพราะเพิ่งได้รางวัลมา)

ได้ยินเนื้อหาว่าเป็นหนังเงีบย ขาวดำ ไอ้เราเองก็แอบกลัวเหมือนกัน เพราะดูหนังมาตั้งเยอะ หนังแนวนี้ยังไม่เคยดู ไม่รู้ว่ามันจะเอาเราอยู่รึเปล่า

หนังพูดถึงนักแสดงคนนึงที่ดังสุดๆกับหนังเงียบ และอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านระหว่างหนังเงียบและหนังพูด เนื้อเรื่องเรียบง่ายไม่มีอะไรมากมาย แต่ดูแล้วอินมาก คงเป็นเพราะการแสดงที่ดี บวกกับความเป็นหนังเงียบ ทำให้รู้สึกน่าติดตามมากขึ้น

เนื้อเรื่องไม่ได้ดราม่าหนักหน่วงเท่าไหร่ มีขำบ้าง ซึ้งบ้างสลับกันไป ดูได้สบายๆ มีตัวขโมยซีนอย่างเจ้าหมาอักกี้ให้เราได้ยิ้มกันทั้งเรื่อง

พอเข้าไปดูก็พบว่ามันสนุกมากเลย ไอ้ความเงียบนี่แหละ ทำให้หนังมันสนุก ทำให้หนังเล่นอะไรได้เยอะ อารมณ์ของนักแสดงมันออกมาได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

ในแง่ของโปรดักชั่นแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่ตรงข้ามกับ Hugo โดยสิ้นเชิง เลยอยากจะเอามาเปรียบเทียบกันหน่อย ไม่ได้อยากจะขวางโลกนะครับ แต่ Hugo ที่ทุกคนบอกว่าสนุก ผมกลับไม่ชอบเท่าไหร่แฮะ เป็นเรื่องแรกในปีนี้ที่หลับในโรงเลยล่ะ

Hugo เป็นหนังที่พูดถึงการสร้างหนังเหมือนกัน แต่มีโปนดักชั่นที่อลังกาลงานสร้าง ฉายเฉพาะ 3D เท่านั้น เรียกได้ว่างัดเอาเทคโนโลยีทั้งหมดของยุคนี้เอามาใช้ทำหนังกันเลย แต่ปรากฏว่ามันไม่ดึงดูดความสนใจของเราเท่าไหร่

อันนี้จะว่าไปแล้วมันก็เป็นเรื่องของรสนิยมนะครับ ใครชอบแบบไหนก็ว่ากันไป

ปล. ส่วนหลายคนที่กลัวว่ามันเป็นหนังเงียบ ขาวดำ อยากให้ลองเปิดใจไปดูกัน ตอนนี้ยังมีฉายอยู่ที่สกาล่านะครับ :)

รีวิว Galaxy Tab 7.7

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วแม่เริ่มมีอาการติดอินเตอร์เน็ท โดยเฉพาะเฟซบุ๊ค และยูทูป ด้วยความอยากส่งเสริมเรื่องการใช้เทคโนโลยีอยู่แล้ว ผมเลยเอา iPad ของตัวเองให้แม่ไปใช้ ส่วนตัวเองไปซื้อ Galaxy Tab 7.7 มาใช้แทน

ใช้มาครึ่งเดือน ให้ความรู้สึกประมาณนี้ครับ

  • วูบแรกคือมันใช้ยากมาก รู้สึกว่ามันเหมาะกับ Power User มากกว่า
  • วูบสองลองกลับมาคิดอีกที มันก็เป็นไปได้ว่า iOS ทำให้เราโง่ลง เพราะศาสดาได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาให้เราแล้ว ไม่ต้องคิดมาก พอมาใช้ Android ที่ต้องปรับเองทั้งหมด เลยรู้สึกงงๆไปพักใหญ่ แต่พอชินแล้วก็สะดวกดี
  • ความลื่นไหลนี่สู้ iOS ไม่ได้เลย ทางวิศวกรของ Android เค้าก็เคยมาอธิบายเรื่องนี้แล้วนะ ลองอ่านดูได้ ที่นี่จ้ะ
  • ความเสถียรก็สู้ไม่ได้อีก และเราก็ report bug กับ crash ตลอด ไม่รู้ว่าเมล์บ็อกซ์ของ Google ที่รับ report พวกนี้มีอยู่จริงรึเปล่านะ ถ้ามีคงโดนถล่มเละแน่นอน
  • ฟอนท์มันเล็กจิ๋วมากๆ เรื่องจากจอของ Tab 7.7 มันมี Resolution ที่มากขึ้น ละเอียดขึ้น เพราะใช้ Super AMOLED Plus ทำให้หลายๆแอปลิเคชั่นต้องเพ่งกันเมื่อยเรติน่าสุดๆ
  • แต่สำหรับโปรแกรมที่ปรับขนาดฟอนท์ได้นี่โอเคเลยแฮะ ตัวหนังสือคม อ่านง่าย สบายตากว่าจอของ iPad2 เยอะ (แต่ยังสู้ Retina Display ไม่ได้อยู่ดี) เอามาอ่านการ์ตูนนี่รับรองว่าเนียนตามากๆ
  • สีมันสดเกิ๊น บางคนชอบ แต่ผมไม่ชอบอะ ดูแล้วไม่เป็นธรรมชาติเลย (ดูแล้วนึกถึงภาพถ่ายที่วงการน้าๆใน pixpros หรือ ใน multiply ชอบแต่งภาพกัน)
  • ขนาด 7.7 นิ้ว และความบางของมันเป็นเรื่องที่ประทับใจที่สุด iPad น่าจะหันมาทำขนาดนี้บ้างนะ
  • โทรออกได้ดูไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ไม่ได้ใช้โทรอยู่แล้ว ครั้นจะเอามาแนบหูก็อายชาวบ้านเค้า
  • กล้อง ไม่ได้ใช้เหมือนกัน (เอ๊ะ นี่กูใช้อะไรบ้างฟะ)
  • แอปลิเคชั่นมีให้เลือกใช้เยอะดี แต่ที่คุณภาพดียังมีน้อยอยู่ และมี force close บ่อยมาก
  • แอปลิเคชั่นของ Google นั้นมีคุณภาพดีมาก ดีกว่า iOS เยอะ คนที่ชีวิตผูกติดอยู่กับ Google แบบเราใช้แล้วสะดวกสบายสุดๆ

ผ่านมา 2 สัปดาห์รู้สึกว่าตัวเองยังใช้ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ เพราะว่าใช้อ่านอย่างเดียว อ่านแหลก ตอบเมล์นู่นนี่นั่น แต่ฟังก์ชั่นที่ใช้เป็นประจำอยู่แล้วก็โอเคมากๆ เพราะขนาดกับหน้าจอนี่แหละ

ใครจะเอามาใช้อ่านโน่นนี่นั่น หรือเอามาทำเป็นออแกไนเซอร์ น่าจะชอบนะ

ตอนนี้ถ้าให้เลือกระหว่าง Tab 7.7 กับ iPad คงเลือกยาก แต่ถ้ามี iPad7.7 ออกมาคงต้องยอมกลับไปเป็นสาวกเหมือนเดิมล่ะ

จบจ้ะ

Real Steel

ปีที่แล้วไปดูหนังแล้วประทับใจหลายเรื่อง ไม่ได้เขียนบล็อกเก็บไว้เลย สุดท้ายก็ลืมหมด ปีนี้ตั้งใจว่าจะเขียนบล็อกถึงหนังที่ได้ดูทุกเรื่อง ไม่ว่าจะหนังแผ่นหรือหนังโรงก็ตาม

เรื่องแรกของปี 2555 ได้แก้ Real Steel

Real Steel เป็นหนังหมัดๆมวยๆประมาณร็อกกี้ แต่คราวนี้มาในรูปแบบของหุ่นยนต์ต่อยกันแทน

เนื่อเรื่องตามสูตรเป๊ะๆ เกี่ยวกับการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้งของพระเอกที่ดูขี้แพ้หน่อยๆ และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกชายอายุ 11 ขวบที่ไม่ค่อยนับถือพ่อสักเท่าไหร่นัก ซึ่งบทก็ถือว่าทำได้ไม่เยอะไม่น้อยเกินไป ดูเพลย์เซฟแบบพอดีๆ ซึ่งก็โอเค (คิดออกมั้ยครับ ถ้าหนังที่มันมีสูตรตายตัวอยู่แล้ว พยายามยัดเยียดความดราม่าซาบซึ้งเข้าไปมากๆ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยรอด)

ที่เจ๋งของหนังเรื่องนี้คือภาพสวย ฉากหุ่นยนตร์บู๊กันดูไม่ธรรมดากันเลยทีเดียว เนื่องจากมันเป็นหนังหมัดๆมวยๆ เวลาใช้แอนิเมชั่นหุ่นยนต์มาออกหมัดแต่ละหมัด มันสามารถทำให้ดูเป็นหมัดที่สมบูรณ์แบบสวยงามเกินจริงได้ ชอบตรงนี้แหละ

ส่วนนักแสดงนำสองคนของเรื่องคือตัวพ่อ (Hugh Jackman) และตัวลูก (Dakota Goyo) แสดงได้โอเคทั้งเรื่อง ทำให้หนังไม่เลี่ยนและเฟคจนเกินไป

ดูจากตัวอย่างแล้วน่ากลัวจะไม่สนุกเหมือนกัน เพราะเนื่อเรื่องไม่มีอะไรเกินคาดเดา แต่เข้าไปดูจริงๆแล้ว หนุกกว่าที่คิดไว้มากสำหรับหนังแนวนี้

ดูตัวอย่างหนังได้เลยจ้ะ

7.5/10

เราผ่านอะไรมาบ้างในปี 2554

ช่วงปลายปีจะมีบล็อกประมาณ Year In Review ที่จะมีเหตุการณ์สำคัญๆของโลกที่เกิดขึ้นในปี 2011 มาให้เราอ่านกัน เห็นแล้วอยากทำบ้าง เอาแบบรีวิวชีวิตเราเองนี่แหละ และถ้าเป็นไปได้ ต่อไปก็จะพยายามเขียนแบบนี้ให้ได้ทุกปี อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าปีที่ผ่านมาเราใช้เวลาส่วนใหญ่หายใจทิ้งไปเฉยๆรึเปล่า

เอ้า! เริ่มกันเลยละกัน :D

ลาออกจาก IBMSD

ประมาณเดือนมีนาคม ผมเดินไปบอกพี่ที่ IBMSD ว่าจะลาออก ในเวลาที่โปรเจ็คใหญ่ของ KBank กำลังจะเริ่มใช้งาน ไม่ง่ายเลยจริงๆครับ

เรื่องนี้ทำให้ผมจิตตกอยู่พักใหญ่ พี่ๆบางคนที่โทรไปขอคำปรึกษาและเล่ารายละเอียดเงื่อนไขของการเปลี่ยนงานครั้งนี้ให้ฟัง ได้ให้ความเห็นว่า “การลาออกครั้งนี้ ใช้ตรรกะความคิดที่ผิดปกติมาก” และแม้ว่าชื่อตำแหน่งใหม่นั้นจะดูไม่ธรรมดา แต่ถ้าเทียบเนื้องานกับฝั่ง IT ก็น่าจะประมาณ Project Leader นี่แหละ แต่ทาง Digital Marketing เค้าเรียกว่า Project Manager กันเลยนะครับ ฟังดูหล่อขึ้นอีก 53.85% เลยใช่มั้ยละครับ

การทำงานที่ IBMSD ตลอด 7 เดือนนั้น ดูเหมือนจะน้อย แต่ผมกลับได้เรียนรู้อะไรมากมายจริงๆ ได้รู้ว่าการทำงานของบริษัทที่มีมาตราฐานระดับโลกมันเป็นยังไง ไดรู้ว่าการขยันทันงานจริงๆนั้นมันเป็นยังไง (มีพี่คนนึงในทีมผมขยันมากครับ มากขนาดที่ว่า ผมต้องกลับมาทบทวนตัวเองวันละหลายๆครั้งเลยล่ะ ว่านี่กูกำลังขี้เกียจอยู่ใช่มั้ยเนี่ย) ได้รู้จักกับคำว่าการทำงานแบบมืออาชีพมันเป็นยังไง ได้นั่งทอดหุ่ยริมน้ำทุกๆพักกลางวัน และยังได้รู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของการจราจรในกรุงเทพมันบัดซบชีวิตขนาดไหน แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งในเรื่องของงานและการเดินทาง แต่ก็อดที่จะรู้สึกไม่ได้เหมือนกัน ว่าเราโชคดีจริงๆ ที่ได้มาทำงานนี่ :)

ได้มาทำงานที่ Mods

เรื่องนี้ต้องบอกว่า เกิดจากความอยากล้วนๆ ผมคิดเอาเองว่าเราชอบเรื่องการตลาด เวลาเราอ่านบล็อกต่างๆที่เป็น Digital Marketing รู้สึกว่า เฮ้ย! มันน่าทึ่งว่ะ การใช้เทคโลยีบวกกับความคิดสร้างสรรค์จนออกเป็นสุดยอดแคมเปญและนวัตกรรมทางการตลาดเนี่ย

ด้วยความคิดข้างต้น ผมเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งในนั้นครับ อยากให้เรื่องที่เราหลงไหลเป็นหนึ่งในหน้าที่การงาน เอามาใช้ประโยชน์ได้จริง และไม่ต้องอ่านบล็อกในเวลางานแบบหลบๆซ่อนๆต่อไป :P

ปกติถ้าเป็นเรื่องของระบบ IT แล้วผมค่อนข้างมั่นใจในเรื่องของการสรุปออกมาให้มันฟังดูง่าย(คิดเองเออเองนะ) แต่สภาพแวดล้อมใหม่นี้ผมค่อนข้างเดือดร้อนมากครับ ในส่วนของทีมที่ดูแลระบบนั้น ไม่มีปัญหา เราพูดภาษาเดียวกัน แต่กับทางฝ่ายการตลาด เราต้องเจอคนที่พร้อมจะข้ามบทสนทนาตรงส่วนนั้นทันที ถ้ามีศัพท์ทางเทคนิคเล็ดรอดออกมาในบทสนทนา ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้โทษเค้าไม่ได้ครับ ผมนี่แหละเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในชีวิตเค้าก่อน ถ้าจะแก้ ก็ต้องแก้ที่ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

ซึ่งไม่งายเท่าไหร่นัก แต่การเป็นคนที่ต้องข้ามไปมาระหว่างสองโลกนี้(การตลาดและ IT)มันสนุกมากครับ มันทำให้เราคิดก่อนพูดมากขึ้น ควรพูดแค่ไหน อะไรยังไงให้คู่สนทนาเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะบอก ซึ่งถ้าทำได้ มันจะเป็นทักษะที่มีประโยชน์มากๆในอนาคตอันใกล้นี้ :)

เพื่อนร่วมงานและบรรยากาศการทำงานที่ Mods 8 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าสุดยอด เป็นช่วงที่ผ่อนคลายมากที่สุดใน 4 ปีของชีวิตการทำงานอย่างแท้จริงๆ ไม่มีวันไหนเลย ที่ผมตื่นมาแล้วเกิดอารมณ์ไม่อยากทำงาน ซึ่งผมถือว่ามันสมบูรณ์แบบมากๆ ในแง่ของการใช้ชีวิต

การได้ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไปทำงานได้ในทุกๆวัน

บางคนอาจจะไม่เข้าใจนะครับ แต่อันนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตผมครั้งนึงเหมือนกัน เพราะมันทำให้มนุษย์เงินเดือนที่ต้องใส่เสื้อเชิร์ต กางเกงสแล็กมาทำงานในทุกๆวันแบบผมเนี่ย กลับรู้สึกถึงความศิวิไลซ์ขึ้นอีกครั้ง (ฟังดูเวอร์ใช่มะ)

iPad

นวัตกรรมอย่างนึงที่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผมในปีที่ผ่านมาคือ iPad ครับ ใครจะว่ายังไงก็แล้วแต่ iPad มอบประสบการณ์ใหม่ๆและแรงบันดาลใจจาก สื่อดิจิตอล และแอพพลิเคชั่นต่างๆเยอะม๊ากกกกก มันทำให้มุมมองในการออกโปรแกรมของผมเปลี่ยนไปเยอะ ขอขอบคุณศาสดามา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

Instragram

ปีก่อนหน้านี้เป็นปีที่ผมตัดสินใจว่า “กูจะไม่แบกกล้องใหญ่ๆ เลนส์โตๆไปไหนมาไหนแล้วครับ” เรื่องของเรื่องคือเราแก่แล้ว เราแบกมันไม่ไหว เราเลยอยากมีกล้องเล็กๆ ที่ติดตัวไปไหนได้ตลอดเวลา พร้อมที่จะหยิบขึ้นมาถ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เก็บภาพวินาทีดีๆในชีวิตได้อย่างไม่พลาด ต้องขอบคุณที่กล้องในมือยุคนี้ ดีพอจะใช้ถ่ายรูปแบบจริงๆได้ซะที (แบบจริงๆคือไม่ได้จริงจังนะครับ คุณภาพสู้ SLR ไม่ได้หรอก แค่ถ่ายออกมาแลวภาพชัดก็เป็นบุญมากแล้ว)

แต่ที่สุดยอดกว่านั้นคือ Instragram ครับ มันทำใช้ชีวิตและพฤติกรรมการถ่ายภาพเราเปลื่ยนไปเลย ทั้งเรื่องของ Filter และความเป็น Social Network สำหรับคนรักการถ่ายภาพ ทำให้เราได้มีโอกาสเสพย์มุมของของคนอื่นได้แบบไร้ขีดจำกัด ติดตามผลงานของคนที่เราชอบได้ตลอดเวลาด้วย ทุกคนมีกล้องเหมือนกันหมด เอาเวลาไปใส่ใจเรื่องของไอเดียกันแบบล้วนๆ (เคยเขียนบล็อกเรื่องนี้ไว้แล้วครั้งนึงด้วยนะ)

หมดแล้ว!!

แม้บางเรื่องจะไม่มีสาระเท่าไหร่ แต่เราก็ผ่านอะไรมามากมายในปีที่แล้ว ปีหน้ามีภาระกิจสำคัญรออยู่ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตเราครั้งนี้เลยก็ว่าได้ จะเป็นยังไงเดี๋ยวปีหน้ารู้กัน

แสงแรกของปี 2555 สวัสดีปีใหม่ครับ :)
ขอบคุณทุกความรู้สึกดีๆที่มีให้ในปีที่ผ่านมา สวัสดีปีใหม่ครับ :)

12 พฤศจิกายน 2554 (วันนี้ดวงดี)

วันนี้ถ่ายรูปมาได้รูปนึง

คือปกติจะถ่ายรูปทุกวันอยู่แล้ว ใช้กล้องโน่นนี่ตามแต่โอกาส วันนี้ได้รูปนี้มา รู้สึกชื่นชอบเป็นพิเศษ

รูปนี้ใช้ Instragram ถ่ายได้ระหว่างขับรถกลับบ้าน มันเป็นนาเกลือเลยสมุทรสาครมาหน่อย เกือบจะถึงสมุทรสงครามแล้ว นั่งรถผ่านมาหลายสิบปีแล้วชอบหันไปมอง มันดูโล่งและกว้างใหญ่ มองแล้วสบายใจดี วันนี้ขับรถมาเอง ประมาณสี่โมงเย็น แต่แดดมันมัวๆอุ่นๆ เหมือนตอนเช้า เลยจอดรถข้างทางแล้วเดินลงไปถ่ายรูปนี้มา

จะว่าไปมันเป็นเรื่องโชคเรื่องเดียวที่เราพอจะมีกับเค้าบ้าง คือโชคดีในการถ่ายรูป (เรื่องอื่นไม่เคยมีโชค โดยเฉพาะเรื่องการพนันหรือจับฉลาก) ได้จังหวะดีๆ แสดงแดดดีๆ รูปเลยออกมาถูกใจ

เวลารูปออกมาถูกใจต้องบอกว่าเป็นโชคดี เพราะเราไม่มีหลักในการถ่ายรูป เคยพยายามแล้วมันยากไปว่ะ เราไม่เข้าใจมัน เลยถ่ายมั่วๆไปให้ออกมาในแบบที่เราอยากเห็น อยากเก็บวินาทีนี้ใส่อัลบั้มรูปไว้ หยิบออกมาดูได้บ่อยๆ

บางทีมันก็ได้แบบที่ต้องการ บางทีก็ไม่ได้ บางทีก็ดีกว่าที่คิดไว้ เป็นเรื่องของดวง

รูปที่ถ่ายได้วันนี้ดีกว่าที่คิดไว้ ถือว่าดวงดี

ปล. แน่นอนว่าสวยของเรา อาจจะไม่สวยของเค้าก็ได้นะ ถ่ายๆไปเหอะ อย่าคิดมาก :)